ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์

รูปภาพของ agrinaturetwo


ประวัติส่วนตัว
ชื่อ  นายสมศักดิ์   เครือวัลย์
ที่อยู่  322/1  ม.8 ต.สองสลึง  อ.แกลง  จ.ระยอง
เกิด  วันที่  31   พฤษภาคม   2493  ณ บ้านเขากระโดน  ต.ชากโดน  อ.แกลง  จ.ระยอง 
เชื้อชาติไทย  สัญชาติไทย   นับถือศาสนาพุทธ
การศึกษา  จบชั้นประถมศึกษาปีที่  7  จากโรงเรียนวัดบุนนาค  ต.ชากโดน  อ.แกลง  จ.ระยอง

การฝึกอบรม 

  • หมอดินอาสา  ของกรมพัฒนาที่ดิน
  • ครูบัญชีเกษตรกรอาสา  ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
  • เศรษฐกิจการเกษตรท้องถิ่น  ของสำนักเศรษฐกิจการเกษตร

ผลงานที่สำคัญ

  • ปี  2533  ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
  • ปี  2542  ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน
  • ปี  2546   เกษตรกรดีเด่น   สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม  จังหวัดระยอง
  • ณ ปัจจุบันได้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมสนับสนุนการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์    
  • วิทยากรถ่ายทอดความรู้ในการฝึกอมรม
    • เกษตรอินทรีย์/ชีวภาพ
    •  เกษตรธรรมชาติ
    • เกษตรพอเพียง
    • การจัดองค์ความรู้
    • การสร้างวิทยากรแกนนำ
    • ครูสอนเกษตรให้กับเด็กนักเรียนบ้านสองสลึง และโรงเรียนอื่นๆ
    • วิทยากรอาสาให้กับชุมชน

ผลสำเร็จ

  • รางวัลรองชนะเลิศหมอดินอาสาดีเด่น
  • รางวัลชนะเลิสหมอดินอาสาดีเด่นของสำนักพัฒนาที่ดินเขต 2 จังหวัดชลบุรี 
  • เกษตรกรดีเด่นของจังหวัดระยอง ปี ๒๕๔๑
  • ผู้ใหญ่บ้านดีเด่น
  • รางวัลเครือข่ายเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ทำการเกษตรแบบผสมผสาน และหมอดินอาสา จากมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิด
  • รางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ ๑๑ ประจำปี ๒๕๕๒ ประเภทบุคคล

สถานภาพทางครอบครัว  สมรสกับนางบานชื่น   เครือวัลย์  มีบุตร  2  คน คือ
(1)  นายอัครเดช   เครือวัลย์      จบปริญญาตรี  ม.ราชภัฏพระนคร
(2)  น.ส.วรรณิภา   เครือวัลย์    จบปริญญาตรี   ม.หัวเฉียว

     

     ก่อนทำการเกษตรอินทรีย์ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง  ผู้ใหญ่สมศักดิ์ยึดอาชีพเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว  ที่ดอนทำสวนผลไม้ และพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก  ส่วนที่ลุ่มซึ่งเดิมเป็นที่ทำนา  ปลูกข้าวก็ให้ผลผลิตน้อยไม่คุ้มทุน  เพราะสภาพพื้นที่เป็นดินทราย  จึงหันไปปลูกมันสำปะหลัง  ก็ไม่ประสบความสำเร็จ  เนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำท่วม   จึงไปกู้เงิน    ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  มาลงทุน   จำนวน  1,000,000  บาท  ปลูกส้มเขียวหวาน  แต่ก็ประสพกับภาวะขาดทุน เพราะส้มเป็นโรคล้มตายทั้งสวนในปีที่  3  “ทั้งนี้ได้ทำการเกษตรโดยพึ่งพาสารเคมีเป็นหลักทุกประเภท  ทั้งปุ๋ยเคมี  สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและวัชพืช เรียกได้ว่า  ปุ๋ยทุกยี่ห้อรู้จักหมดจำติดอยู่ในสมอง  แทรกซึมไปในทุกส่วนของร่างกาย  เพราะได้รับการปลูกฝังมาโดยตลอดว่าทำการเกษตรต้องใช้ปุ๋ยเคมี  ใช้สารเคมีต่างๆ มิเช่นนั้นพืชผักต่างๆที่ปลูกจะไม่มีให้เก็บ  ไม้ผลที่มีอยู่จะไม่เกิดผลผลิต  หรือไม่ฉีดยาป้องกัน แมลงจะมากินไม่มีผลผลิตขายให้พ่อค้า”


องค์ความรู้ของเครือข่าย
        จุดเปลี่ยนของการตัดสินใจ จาก การผลิตแบบเดิมๆ ต้นทุนการผลิตสูงและประสบภาวการณ์ขาดทุน  จึงไม่สามารถใช้หนี้ได้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร   จึงให้เกษตรกรที่เป็นหนี้  ล้มเหลว  และไม่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพไปศึกษาดูงาน  เช่น  โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่  การทำเกษตรอินทรีย์  ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง  และศึกษาฟาร์มตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ  เช่น  ศูนย์อนุรักษ์สมุนไพรไทย  (นายดำรงศักดิ์   ชุมแสงพันธ์) อ.วังจันทร์  จ.ระยอง   และศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง  (อ.วิวัฒน์    ศัลยกำธร)  อ.บ้านบึง  จ.ชลบุรี
ประกอบกับมีปัญหาสุขภาพจากการใช้สารเคมีติดต่อกันเป็นเวลานาน  เริ่มทำให้คิดถึงแนวทางการเกษตรที่ปลอดภัย  และช่วงในเวลานั้นผู้ใหญ่สมศักดิ์ฯ ได้รับคัดเลือกเป็นหมอดินอาสา  กรมพัฒนาที่ดิน  ได้มีโอกาสเดินทางไปอมรมสัมมนาในพื้นที่ต่างๆหลายแห่ง  แนวคิดการทำมาหากินโดยไม่พึ่งสารเคมี  จากที่ได้เยี่ยมชมแปลงของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ  และข้อคิดเห็นจากนักวิชาการต่างๆ  ที่เข้ามาส่งเสริม เริ่มปรับเปลี่ยนแนวความคิด โดยใช้เวลาศึกษาเรียนรู้และตัดสินใจนาน 2 - 3 ปี จนวันหนึ่งได้ตกผลึกในแนวคิดเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์  จึงตัดสินใจทำการเกษตรอินทรีย์  ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง  ตั้งแต่ปี  2539  รวมระยะเวลาประมาณ 14  ปี  โดยไม่พึ่งพาสารเคมีทุกประเภท